20/10/2021
Breaking News

รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

num - รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

เรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในประเทศไทยไปแล้วตอนนี้สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย”เจ้าพ่อโหนกระแส ในรายการ Woody FM ของ “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา”

โดยหนุ่มได้เล่าถึงชีวิตการทำงานของตน พร้อมเปิดเผยชีวิตข้างหลังจอทีวีที่ฉากหน้าคนชูให้เป็นผู้ทรงอิทธิพล รู้ทุกเรื่อง เป็นเพื่อนกับคนดูเหมือนจะทุกวงการ แม้กระนั้นฉากหลังนั้นกลับกลายผู้ที่ไม่มีเพื่อนฝูง แล้วก็เคยเป็นโรคแพนิค ไม่ออกมาจากบ้านเลย 1 ปี แล้วก็ล่าสุดก็เกือบเป็นโรคซึมเศร้าเพราะว่าเครียดสะสมจากสถานการณ์วัววิด-19
“หนุ่ม แขนรชัย” แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณอยู่กับอะไรเรื่อยตลอดมันเห็นผลลัพธ์แน่นอน มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับผม?
“ส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้น เหมือนคนย้ำคิดย้ำทำก็ได้นะ เป็นประสบการณ์ไงมันจะมองเห็นแล้วก็เอาไปเก็บเกี่ยว ให้รู้สึกว่าสิ่งนี้ต้องทำ สิ่งนี้ไม่ต้องทำ เคยเอาการคนนี้มาคุยในรายการทำให้เขาดูเป็นตัวตลกโปกฮาทุกคนหัวเราะแม้กระนั้นเขาไม่หัวเราะไงอะไรอย่างนี้ พวกนี้ก็เป็นประสบการณ์หมดเลย ก่อนจะทำอะไรก็พนมมือขออภัยเขาก่อนหากว่าทำอะไรที่มันพลาดไป มันจะมีวิธีการต่างๆนานา ที่เพิ่มมาในชีวิตจำนวนมาก”
จำวันแรกที่รายการโหนกระแส ออกอากาศได้ไหม?
“วันนั้นตื่นเต้นมากมาย อย่างกับพวกเรามาดำเนินการในที่ใหม่ เหมือนเป็นการพิสูจน์ตนเองเช่นเดียวกัน เนื่องจากมันเป็นของพวกเราแล้ว วันแรกเลยมันต้องหาแขกแน่นอนเรื่องของการทำรายการฮาร์ดทอล์ก ต้องชักชวนแขกมาให้ได้ เมื่อใดที่พวกเราได้แขกที่มันเป็นหัวข้อที่มันอยู่ในกระแสอยู่ พวกเรานำเสนอก่อนคนไหนกันแน่ พวกเราเป็นคนชนะ วันนั้นผมนึกออกเลยเป็นเรื่องของน้องเพศหญิงที่ถูกฆ่าตายแล้วก็หั่นศพ กรรมวิธีเตรียมงาน ทุกๆอย่างมันดูอย่างกับว่าราบรื่นแม้กระนั้นในคำถามแต่ละคำรู้เลยว่ามันวน ผู้ชมอาจจะไม่รู้สึกแม้กระนั้นพวกเรารู้ รู้อยู่ตลอดว่าพวกเราถามอะไรบ้าง แล้วพวกเราวนกลับมาที่เดิม คือมันตื่นเต้น ที่ใหม่ ฉากใหม่ อย่างกับต้องหามอะไรไว้หมดเลย ต้องบอกว่าตื่นเต้นทุกเทปที่ทำแขกรับเชิญ ไม่มีเทปไหนที่จะไม่ตื่นเต้น”
การที่พวกเราทำสัมภาษณ์รายการทีวีมันมีความรู้สึกบางสิ่ง ก่อนที่จะพวกเราเดินมาในฉากจะรู้เลยว่าวันนี้จะปังหรือเปล่า อย่างกับมันเซ้นส์บางสิ่งเป็นอย่างนั้นไหม ?
“ผมจะมิได้มุ่งมาดในแต่ละเทปเลย เพราะว่าผมนับว่าการคาดคะเนหวังในแต่ละครั้ง พอเพียงมันมิได้แล้วเศร้าใจ เคยมุ่งมาดแม้กระนั้นพอเพียงเวลาเสร็จปุบปับเทปนี้ต้องดีแน่ต้องโอเคแน่แม้กระนั้นพอเพียงไปนั่งพวกเราไม่อาจจะคุมราษฎรได้ ราษฎรไม่เคยออกทีวี ไม่เคยพบพวกเรา พบแม้กระนั้นในโทรทัศน์ พอนับ 5 4 3 2 เขาไม่สามารถพูดได้ เขาตอบมิได้ พวกเราก็ต้องพาไปให้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเรามุ่งมาดว่าต้องดีแต่พอเพียงถึงเวลามันมิได้

พอเพียงมันไปมิได้ ใจเวลานี้มันห่วงมากมาย เนื่องจากเป็นรายการสดแล้วครั้งคราวจะมิได้คุยกับแขกรับเชิญก่อนด้วยน้อยเทปมากมายเวลามาถึงแล้วผมจะได้พบกับเขาก่อน เนื่องจากผมต้องอ่านข่าวสารก่อนแล้วถึงได้ไปสัมภาษณ์ ด้วยเหตุนี้เวลาของผมที่จะคุยกับเขามันไม่มีเลย พอเพียงพบกรณีอย่างนี้ไม่ทราบเขาเป็นอะไร ซึ่งอาจจะตื่นกล้องถ่ายภาพ ตื่นเต้นที่คุยกับพวกเราหรืออะไร ก็ต้องเพียรพยายามทำทุกแนวทางพาไปให้ได้ พอเพียงเบรกก็ไปคลำข้างหลัง ช่างเถิดบอกเหมือนพวกเราเป็นพี่น้องกัน วันนี้คุณต้องบอกเพื่อลูกคุณนะ ถ้าหากคุณไม่บอกเพื่อลูกคุณไม่มีใครช่วยได้ ลูกตายไปแล้วพวกเราต้องทวงถามความเที่ยงธรรมให้ลูกคุณให้ได้ เขาก็จะมีแรงฮึด จำนวนมากถ้าหากแขกที่แบลงก์ในเบรกแรก เบรกสองจะดี เพราะว่าเหมือนพวกเราได้ละลายการกระทำกับเขาไปก่อนหรือหลังจากเบรก”

ถ้าหากเลือกได้ 1 คน ที่คุณอยากสัมภาษณ์มากที่สุด คนๆนั้นเป็นคนไหนกันแน่?
“นายกฯ”
ถ้าหากเปรียบเทียบกับทุกๆอย่างที่เคยทำในวงการนี่เป็นสิ่งที่ตื่นมาแล้วแฮปปี้สุดไหมในในช่วงเวลานี้ ?
“ผมชอบที่จะทำอย่างนี้ มันเหมือนอาจจะยังมีไฟอยู่ แฮปปี้มากมาย แม้กระนั้นถามว่าอ่อนล้าไหมโคตรอ่อนล้าเลย ก่อนหน้านี้พพวกเราตื่นตี 5 ครึ่งแล้วก็หาข่าวสารเอง ดูที่มาของข่าวเอง ได้แขกรับเชิญผมก็จะคุยกับแขกรับเชิญก่อน ต่อไปก็ไปช่องเข้าสัมมนา สัมมนาเสร็จอ่านข่าวสาร อ่านข่าวสารเสร็จต่อด้วยโหนกระแส เป็นชีวิตผมเป็นอย่างนี้ทุกวี่ทุกวัน”
เวลาว่างทำอะไร?
“ดูหนัง ดูซีรีส์ เล่นกับมายู เป็นเขาก็จะทราบว่าเป็นเวลาว่างของพวกเรา แม้กระนั้นหากว่าเป็นวันทำงานเขาจะรู้ จะไม่มายุ่งกับพวกเราเลย”
จันทร์-ศุกร์มีเวลาคุยกับลูกไหม หาเวลาที่ไหน?
“โทร.คุย บางวันผมออกมาจากบ้านแต่เช้า มายูเขาก็ออกไปเรียนหนังสือ ผมก็ไปดำเนินการไม่เจอกัน จะกลับมาถึงหน้าบ้านโดยประมาณ 3-4 ทุ่ม เป็นกลับไปบ้านมายูหลับแล้ว”
สิ่งที่ “หนุ่ม แขนรชัย” หวงที่สุดในชีวิต?
“ลูก”

ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อใด?
“เร็วๆนี้ จู่ๆมันร้องเอง รู้สึกเก็บกด เป็นมีอาการเหมือนคนจะเป็นโรคซึมเศร้า เหตุเพราะเครียดเรื่องของวัววิด เป็นอยู่กับมันทุกวี่ทุกวัน สัมภาษณ์แทบทุกวัน มองเห็นทุกวี่ทุกวัน พวกเราหาเตียงให้กับผู้ที่เขาป่วยไข้แทบทุกวัน คนก็จะส่งมาหาทุกวิถีทาง พวกเราก็เพียรพยายามจนถึงมาวันหนึ่งรู้สึกแย่ที่สุด เป็นมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหาแล้วบอกว่าหาเตียงให้แม่หนูหน่อย แม่หนูเป็นวัววิดมึงไม่ไหวแล้ว เสร็จแล้วหลังจากที่เขาส่งข้อความมาหาพวกเราแล้ว ผ่านไป 3 ชั่วโมง พวกเราก็เพียรพยายามติดต่อ 3 ชั่วโมงให้ข้างหลัง หลังจากที่พวกเราได้เตียงแล้ว เขาส่งมาบอกพวกเราว่าช่างเถิดแล้ว แม่หนูเสียแล้ว ขอบคุณ พี่เป็นคนเดียวที่ตอบหนู พวกเรารู้สึกว่าชีวิตผู้คนมันอยู่แค่ 4 ชั่วโมงเองเหรอ มันน่ากลัวมากมาย ก็เริ่มนอยด์แล้วก็รู้สึกว่าพวกเราช่วยเขามิได้ รู้สึกว่ามันอินไปหน่อย

อินจนถึงขั้นที่พักผ่อนหลับแล้วก็ตื่นขึ้นมาแล้วสั่น แม้กระนั้นพอลืมตามาเริ่มแรกมันจะเป็นเรื่อง Home Isolation เรื่องผู้ป่วย มันวิ๊งค์ในหัว ลุกขึ้นมาอยากร้องไห้แล้วพวกเราก็ไม่ไหว เลยโทรศัพท์ไปพบจิตแพทย์ทันที ถามแพทย์ผมอาการเป็นอย่างนี้ ไม่อยากกินอะไรมาหลายวัน รู้สึกไม่อยากคุยกับคนไหนกันแน่ อยากอยู่เพียงลำพังในที่มืดๆแพทย์เลยบอกว่าถ้าหากเป็นโรคซึมเศร้ามันจะมีทั้งสิ้น 9 ข้อ ถ้าหากเข้า 5 ข้อจะเป็นโรคซึมเศร้า ของผมไป 4 กว่าๆแล้ว หมอบอกว่าลักษณะของผมก่อนจะเป็นซึมเศร้าจะเข้าสู่ขั้นของวิตกจริตก่อน ผมแทบมิได้นอนเลย แย่มากช่วง 10 -20 วันก่อนนี้เอง ในช่วงเวลานี้พึ่งจะดีขึ้น”
ถ้าหากวัววิดหายจากโรคสิ่งแรกที่คุณจะทำเป็น ?
“เที่ยว”
เซ็กส์ของ “หนุ่ม แขนรชัย”อยู่ในช่วงไหนเต็ม 10 ให้?
“15”
ในบรรดาที่เกิดขึ้นอยู่กับบ้านเรือนในช่วงเวลานี้เรื่องไหนที่ทำให้มีความรู้สึกเศร้าใจเพราะเหตุใดควรเป็นอย่างนี้?
“รู้สึกว่าทุกวันนี้มันมีแม้กระนั้นคำว่ารอคอย พวกเราเห็นใจคนอื่นๆ รู้สึกว่าทุกคนรอคอย รอคอยว่าจะรอดยังไง รอคอยว่าโรคจะหายไปเมื่อใด รอคอยว่าจะตายไหม จะติดไหม มีแม้กระนั้นคำว่ารอคอย แล้วก็รอคอยวัคซีน แล้วชีวิตจะไปยังไง”
มาถึงช่วงเล่นเกมคำถาม “วู้ดดี้” ได้อ่านข้อความที่เป็นความรู้สึกแล้วหนุ่ม แขนรชัยเล่าให้ฟังว่าข้อความนี้จะเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต โห! แฮปปี้ที่สุดเลยเว้ย! เกิดขึ้นมาคุ้มแล้ว! จะระลึกถึงอะไร ?
“ลูกคนนี้ เพราะว่าผมรู้สึกว่าพอเพียงมีมายู ผมแฮปปี้มากมายเลย คือมันทำให้ผมมีความคิดว่าเพราะเหตุใดชีวิตฉันก่อนหน้าที่ผ่านมามันชั่วโคตรขนาดนี้วะ หากว่ามีลูก มีมายูตั้งแต่ตอนแรก มันอาจจะดีมากกว่านี้ ชีวิตมันอาจจะแฮปปี้มากยิ่งกว่าที่มันเคยผ่านมา เคยมีความคิดว่าสมัยก่อนก่อนหน้าที่ผ่านมาแฮปปี้มากมายแล้วแต่พอเพียงพวกเรามีมายู โคตรแฮปปี้กว่าที่เคยแฮปปี้ ด้วยเหตุนี้มันตอบได้เลยว่า มายูเป็นความสำราญของชีวิตผมจริงๆ”
อะไรในตัว “หนุ่ม แขนรชัย” ที่แปรไปอย่างชัดเจนตั้งแต่มีลูก?
“มองตนเองไม่ค่อยมีความคิดเห็นว่ามีอะไรแปรไปบ้าง แม้กระนั้นตัวผมเองเป็นอย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่าคนอาจจะมิได้มองเห็นตัวตนพวกเราพอๆกับวันนี้ ที่รู้สึกว่าพวกเราแปรไป แม้กระนั้นถ้าหากคนรู้จักกันพวกเรามาก่อน เขาก็จะทราบว่ามิได้เปลี่ยนแปลง พวกเราเป็นอย่างนี้ จะทราบว่าก่อนหน้ากับวันนี้เช่นเดียวกัน ก็แค่วันนี้มีโอกาสที่จะทำมากยิ่งกว่าก่อนหน้าเพียงแค่นั้น พูดง่ายๆเสียงพวกเรามันดังกว่าก่อนหน้า

เวลาพวกเราบอกอะไรคนจะฟังมากยิ่งกว่าก่อนหน้า แม้กระนั้นคนมักจะมองในสมัยก่อนว่าพวกเราเจ้าชู้ เป็นผู้ที่เกเร พอเพียงมาวันนี้เขามองเห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งกว่าก่อนหน้า แล้วพอเพียงพวกเรามีลูกเขาก็เห็นว่าพวกเราแปรไป แม้กระนั้นจริงๆไม่ใช่ ถามว่าทุกวันนี้ผมชอบเพศหญิงไหม ผมก็ยังชอบ มองเห็นเพศหญิงสวยๆก็ยังมอง เพียงแต่ว่าพวกเราอดกลั้นเยอะขึ้นเพียงแค่นั้น มิได้เหมือนก่อนหน้าที่คุณสวยผมก็เข้าไปจีบเพียงแค่นั้น”
ยังจำตอนเจ้าชู้ได้ไหม ?
“นึกออก ก็ลำพองก่อนหน้า พอเพียงมาวันนี้พวกเรามีลูกทุกสิ่งทุกอย่างก็กลัวไปตกกับบุตรสาว กลัวลูกไปพบผู้ชายอย่างพวกเรา”
ความรู้สึกถัดมา เสร็จแล้วเว้ย! หาทางออกได้แล้ว ระลึกถึงอะไร?
“การทำงาน การทำงานมันมีอะไรให้พวกเราแก้ไขปัญหาได้ทุกวี่ทุกวัน แล้วจะมีคำนี้ทุกวี่ทุกวัน แทบทุกวันที่ควรต้องพบ”
ความรู้สึกถัดมา เพราะเหตุใดชีวิตเป็นขนาดนี้ ?
“ก็คงจะเป็นวัววิด ในช่วงเวลานี้ เพราะเหตุใดต้องมานั่งใส่หน้ากากอนามัยอ่านข่าวสารด้วย เพราะเหตุใดจะเดินไปซื้อของหวานรับประทานต้องค่อยฉีดแอลกอฮอล์ที่มือด้วย เพราะเหตุใดคุยกับวู้ดดี้ต้องห่างกันต้องเอากระจกมากั้น จากที่พวกเราเคยกอดกันตอนเจอหน้า วันนี้เพราะเหตุใดพวกเราทำไม่ได้ กระทั่งเป็นความคุ้นชิน ทุกวันนี้ผมอ่านข่าวสารผมปลดหน้ากากแล้วรู้สึกแปลก รู้สึกว่าแปลกตอนมองเห็นหน้าตนเองในกระจก เพราะว่าชีวิตอยู่แค่ครึ่งหน้า ทุกวันนี้เสริมสวยครึ่งหน้า”
ชีวิต “หนุ่ม แขนรชัย” ตลอดการเดินทางตั้งแต่เข้าวงการมาจนถึงวันนี้ผ่านมาทุกแบบอย่าง ต้องใช้คำว่าหน้าที่ของพวกเรามันควรเป็นกึ่งกลาง การเป็นสื่อมันมีคำนี้จริงๆไหม?
“มันน้อยมาก อย่างที่เขาบอกกันบางคราวความเป็นกลางมันอาจจะไม่ค่อยมี แม้กระนั้นความเที่ยงธรรมมันจะต้องมี ครั้งคราวความเป็นกลางถามว่าพวกเราเพียรพยายามทำให้มันกึ่งกลางที่สุด กึ่งกลางที่สุดเป็นยังไง เป็นเพียรพยายามฟังทั้ง 2 ฝ่าย แม้กระนั้นสุดท้ายแล้วจะต้องมีความเที่ยงธรรมเกิดขึ้นกับผู้ที่เขาสูญเสีย ผู้ที่เขารู้สึกว่าถูกใส่ร้ายป้ายสี”
ทุกๆอย่างของ “หนุ่ม แขนรชัย” พวกเรามองเห็นกันหมดแล้ว มีมุมที่พวกเรายังมองไม่เห็นไหม ?
“ก็มีนะ จริงๆผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ชอบคุยกับคนไหนกันแน่ ชีวิตประจำวันผมจะอยู่เฉยๆไม่ค่อยได้ไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง ผมไม่มีเพื่อนฝูง เพื่อนผู้ร่วมการทำงานก็ไม่มี”
“มดดำ”(คชภา ตันเจริญ) ก็ถือได้ว่าเพื่อร่วมงาน?
“ใช่ ผมก็มิได้โทร.คุยกับมดดำ แต่ก่อนโทร.คุยกันแทบทุกวัน แม้กระนั้นในตอนนี้ไม่ค่อยได้คุยกัน มันอาจจะเป็นเนื่องจากต่างคน ต่างมีเวลาเป็นของตนเองที่ต้องไปทำอย่างอื่น แล้วอีกอย่างหนึ่งเป็นพอเพียงมันโตขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างมันก็อิ่มตัว รู้สึกว่าไม่ต้องไปคุยอะไรกับคนไหนกันแน่”
แล้วก่อนหน้านี้คิดยังไงเกี่ยวกับการมีเพื่อนฝูง กับวันนี้ที่มันแปรไป ?
“ก็ไม่มีเพื่อนฝูง ผมเป็นคนไม่มีเพื่อนฝูง คำว่าเพื่อนฝูงของวู้ดดี้มันเป็นยังไง คู่หู เพื่อนฝูงที่แบบมีอะไรโทร.คุยกัน รับประทานข้าวกัน ไปท่องรัตติกาล ผมไม่มี ไม่ค่อยคุยกับคนไหนกันแน่ บอกเลยว่าให้ผมกักบริเวณ 14 วัน หรืออยู่เฉยๆผมก็อยู่ได้ ไม่ทราบสึกทรมาน ชีวิตผมเคยไม่ออกมาจากบ้านมาปีหนึ่ง ไม่ออกไปไหนเลยก็เคยอยู่”
เวลานี้เป็นเกิดอะไรขึ้น ?
“ถ้าหากปัจจุบันนี้เขาเรียกว่าเป็นแพนิค (Panic Disorder) ผมไม่ออกมาจากบ้านเลยปีหนึ่ง ที่นึกออกเลยขับรถออกไปแล้วมันติดอยู่กึ่งกลางถนน จู่ๆหัวใจเต้น ปั้กๆๆๆแล้วตัวชาหมดทั้งตัว รู้สึกว่าจะตาย หวิวๆทิ้งรถยนต์เลย แล้วโทรศัพท์ให้ผู้ที่บ้านมารับไปพบแพทย์ ต่อไปเป็นอย่างนี้ทุกหน ขับรถมิได้

ผมสระผม สระผมเสร็จมานอนคิดโน่นนี่สักพักวูบตัวชาหมดทั้งตัวใจสั่น หายใจไม่ถนัด เข้าโรงหมอไม่กล้าสระผมโดยประมาณ 7-8 เดือน ไม่สระผมเลยกลัวจะเป็นอีก ไม่กล้าออกมาจากบ้าน ไม่กล้าอยู่บนรถยนต์ ไม่กล้าทุกๆอย่าง ฉี่ไม่สุด หายใจก็ต้องถอนหายใจอย่างนี้ มันเป็นจำนวนมาก ผมเป็นมานานแล้ว เมื่อ 10 กว่าปีได้”
ได้ฟัง “หนุ่ม แขนรชัย” ชี้แจงอาการแพนิค ทำเอา “วู้ดดี้” ร้องไห้พรั่งพร้อมพรูความรู้สึกของตนเองออกมาว่าตนมีอาการแบบนี้เหมือนกัน เป็นมา 2 ปีแล้วยังไม่หาย ตอนกลับไปอยู่ที่บ้านมาจะถามตนเองว่าเพราะเหตุใดมันต้องเกิดขึ้นกับพวกเรา บางคราวนั่งสัมภาษณ์อยู่แล้วมันก็มา เพียรพยายามจะหาแพทย์หาทางออกต่างๆรู้สึกเพราะเหตุใดตนเองไม่มีความสามารถสำหรับเพื่อการออกไปพบคนอย่างเดิม ผมแค่อยากจะอยู่แม้กระนั้นบ้าน แล้วก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดควรเป็นพวกเรา ที่ร้องไห้เพราะว่ารู้สึกว่าพวกเรามิได้เป็นคนเดียว หนุ่ม แขนรชัย แล้วก็คนอื่นรอบตัวพวกเราหลายคนก็เคยเป็น

แล้วหลังจากนั้น “วู้ดดี้” ก็ถามหนุ่มก้าวผ่านมาได้ยังไง แล้วช่วงปีนั้นมันทรมานขนาดไหน ?
“โห โคตรทรมาน อย่างที่บอกอยู่ดีๆก็ตัวชา หายใจมิได้ ใจสั่นเหมือนหัวใจจะหลุด ร่างกายมันเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นโรคกลัวตาย แม้กระนั้นจะบอกวู้ดดี้ไว้อย่างหนึ่งโรคนี้ไม่เคยทำให้คนไหนกันแน่ตาย ไม่มีใครตายเพราะว่าโรคนี้ อยู่บ้านมาปีกว่ากระทั่งสุดท้ายไปพบแพทย์จิตเวช ก่อนหน้านี้ไม่เคยไปพบเลย 1 ปี เพราะว่าไม่อยากกินยา กระทั่งสุดท้ายรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เนื่องจากอยากออกมาจากบ้าน อยากไปเที่ยว อยากไปพบเพศหญิง

สุดท้ายไปพบแพทย์ คุณหมอก็ให้ยามาถุงหนึ่งคุณหนุ่มรับประทานยาตัวนี้นะ แล้วอีกปีหนึ่งคุณหนุ่มจะออกมาจากบ้านได้ ผมออกมารู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็เอายานั่นทิ้งถังใส่ขยะ รู้สึกในใจว่า ขออภัยนะที่มาหาเพราะว่าอยากออกมาจากบ้าน