30/09/2020
Breaking News

รีวิวหนัง the maze runner 2

the maze runner 2

the maze runner 2  “The Maze Runner” ภาคแรกนั้นเป็นหนังแนววัยรุ่นในโลกดิสโทเปียที่ส่วนตัวชื่นชอบมหาศาล ทั้งๆที่ก่อนฉายประเด็นนี้ออกจะเป็นหนังนอกสายตาและก็สเกลหนังค่อนข้างจะเล็กมากยิ่งกว่าหนังแนวเดียวกัน ที่ถูกใจภาคแรกมากมายก็เพราะเหตุว่ามันมีทั้งอารมณ์ความลุ้นระทึก ความหวาดระแวง จะขาดก็แต่อารมณ์โรแมนติก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา กลับทำให้ The Maze Runner มองแตกต่างจากหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นที่มักมีเรื่องความรักเข้ามาเป็นแกนหลัก ที่สำคัญ The Maze Runner ยังมีหลักสำคัญเจาะลึกไปโดยตรงถึงความนึกคิดและก็ภาวะจิตใจของ “วัยรุ่น” โดยตรง ที่ตกอยู่ในภาวการณ์จำต้องตกลงใจว่าจะวาดอนาคตตนเองไปในทิศทางใด ส่วนตัวนิยามว่า The Maze Runner ภาคแรกเป็นหนังที่สอนจิตวิทยาวัยรุ่นชั้นดีได้เลย

“Maze Runner: The Scorch Trials” เป็นการสืบต่อจาก “The Maze Runner” ซึ่งด้วยการบรรลุผลแบบเกินคาดจากภาคแรก ทำให้ภาคนี้ได้ทุนสร้างมากขึ้นเท่าตัว และก็พาไปพบเรื่องราวในสเกลที่ใหญ่กว่าเยอะขึ้นเรื่อยๆภาคนี้ “Thomas” (Dylan O’Brien) และก็ผองเพื่อนที่หนีออกจากวงกตในภาคแรกมาได้สำเร็จ จำต้องพบข้อเท็จจริงว่า โลกข้างนอกนั้นเป็นโลกที่กำลังล่มสลาย เมื่อลมพายุสุริยะทำให้คนภายในโรคป่วยด้วย “ไข้วาบ” และก็มีภาวะไม่ต่างจากซอมบี้ ทางออกเดียวของโลกอาจอยู่ที่พวกเขา เหล่าเด็กวัยรุ่นซึ่งมีภูมิคุ้มกันไข้วาบ ซึ่งเพราะเหตุนี้นี่เองทำให้ “W.C.K.D” จับพวกเขามาอยู่ในวงกต (ข้อเท็จจริงเปิดเผยว่ามิได้มีแค่วงกตเดียว) เพื่อศึกษาเล่าเรียนกระบวนการทำงานของร่างกาย และก็นำไปสกัดเป็นยาแก้ แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จสักที ความผิดปกติของและก็การเห็นเด็กวัยรุ่นเป็นแค่หนูทดลองของ W.C.K.D ทำให้ Thomas และก็ผองเพื่อนจำต้องตกลงใจหนีอีกรอบ

ส่วนตัวไม่เคยอ่านฉบับนิยาย แต่ตอนภาคแรกเข้าฉาย ได้เคยอ่าน Spoil เนื้อหาโดยประมาณของภาค 2-3 ของนิยายไว้ ทำให้รับรู้ได้ว่า The Scorch Trials ในฉบับหนังกับนิยายนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันพอเหมาะ จุดสำคัญก็คือในนิยายจะยังเป็นเรื่องของการทดลองอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงจากสนามทดสอบที่เป็นวงกต มาเป็นดินแดนมอดไหม้และก็ด่านต่างๆแทน แต่ในหนังเสมือนจะกล่าวว่า นี่เป็นของจริงไม่ใช่บททดสอบ โดยเหตุนี้ ใครมุ่งหวังให้เสมือนนิยายอาจผิดหวังได้ แต่ส่วนตัวแล้วเฉยๆเนื่องจากว่าเอาเข้าจริงเท่าที่อ่าน Spoil นิยายมา ก็มิได้คิดว่าเป็นเรื่องราวที่น่าดึงดูดเท่าใด ออกแนวเขียนเพื่อสืบต่อการบรรลุผลจากเล่มแรก แต่ไม่เคยรู้จะต่อเรื่องไปทางไหนดี เลยจำต้องดึงเข้าพบมุขเดิมๆอย่างเชื้อโรค ซอมบี้ และก็การทดลองแนวทางการทำงานของร่างกาย อะไรบางอย่างก็มองปลื้มใจๆจะออกสมุทรไปด้วย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่โชคร้ายเป็นขณะที่ The Scorch Trials เลือกที่จะเดินเรื่องจากนิยาย แต่เสมือนเรื่องราวที่ผูกขึ้นใหม่ก็มิได้ดีโด่ไปกว่าเดิมเท่าใด ภาคนี้เช่นเดียวกับแค่พาเราไปทำความรู้จักโลกข้างนอกวงกตว่ามีอะไรบ้าง พาไปรู้จักกับ “W.C.K.D” เยอะขึ้นเรื่อยๆว่าทำชั่วไว้อย่างไรบ้าง รวมไปถึงพาไปพบกลุ่มของผู้คนที่ต่อต้าน “W.C.K.D” เป็นเสมือนการเสนอแนะแต่ละฝ่ายก่อนจะสู้กันจริง แต่มิได้ลงลึกหลักสำคัญขบคิดอะไรเยอะแยะ ทั้งๆที่อาจมีจังหวะเอื้อให้ทำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นที่พึ่งจะออกจากวงกตมาพบกับโลกข้างนอกแล้วพบว่าไม่เป็นอย่างที่วาดไว้ เราต้องการรู้ว่าพวกเขารู้สึกเช่นไรและก็ต่อกรกับมันเช่นไร แต่ทั้งผองนี้ก็โดนเอ๋ยถึงเพียงเบาบางเท่านัน หรืออย่างตัวละครใหม่ “Aris” (Jacob Lofland) ซึ่งวางบทมาว่าเป็น เพศชายที่มาจากวงกตที่มีแต่ผู้หญิง (เช่นเดียวกับ Teresa ในภาคแรกที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในวงกตที่มีแต่เพศชาย) หนังก็มองใช้ประโยชน์จากบทของเขาไม่คุ้มเท่าใด แทบจะไม่มีการอ้างถึงว่าการไปอยู่วงกตผู้หญิงมันเป็นยังไง แล้วท้ายที่สุดตัวละครนี้ก็ค่อยๆเจือจางไปตามเรื่องตามราวราวเรื่อยๆ

จุดที่ The Scorch Trials ยังอ่อนกว่า The Maze Runner ภาคแรกอีกอย่างก็คือ “การกระจายบท” ขณะที่ภาคแรกจะเน้นกระจายบททุกตัวละครเท่าๆกัน แต่ภาคนี้จะเน้นไปที่ตัว Thomas เป็นหลัก (อาจแก้ตัวที่ภาคแรกกระจายบทกระทั่งดารานำชายไม่เด่น) ตัวละครอื่นๆจากภาคแรกบทลดลงไปพอเหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Newt” (Thomas Brodie-Sangster) และก็ “Minho” (Ki Hong Lee) เนื่องจากว่าจำต้องแชร์บทกับตัวละครใหม่ด้วย อย่างไรก็ดี ถึงเครื่องปรับอากาศไทม์จะลดลงไป แต่ก็ยังมีฉากเด่นๆให้โชว์อยู่เสมอๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Minho ที่คงจะลำพองใจผู้หญิงไปอีกผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย

นอกจากนั้น ถึงบทจะเทไปทาง Thomas เสียเยอะแยะ แต่หนังก็ไม่เสียในการสื่อถึงมิตรภาพระหว่าง Thomas และก็ผองเพื่อน เป็นกลุ่มเพื่อนในฝันเลย มีอะไรช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอด แทบจะไม่มีผู้ใดประพฤติน่าเบื่อหน่าย หรือประพฤติเองให้เป็นตัวถ่วงของกลุ่มเลย อาจมีไม่รู้เรื่องกันบ้าง แต่ก็ไม่งอลและก็รู้เรื่องกันได้ในเวลาอันสั้น ซึ่งไม่เหมือนกับลุ่มเพื่อนตัวนำในหนังเรื่องอื่นๆที่มักมีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นตัวน่าเบื่อหน่ายเสมอ

ในทางเนื้อหา ภาคนี้จึงดคอยปกว่าภาคแรกพอเหมาะ กระนั้นหากเราจะมองเอาสนุกสนาน เอามัน นี่เป็นสิ่งที่ The Scorch Trials ยังจัดให้เราได้เต็มเปี่ยม และก็เสมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย เนื่องจากว่าภาคนี้มีฉาก Action ที่มองนานัปการเยอะขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานวิ่งที่เป็นจุดแข็งของภาคแรก ภาคนี้ก็ยังมีแถมวิ่งเยอะแยะ วิ่งไกลขึ้นด้วย กระทั่งเหน็ดเหนื่อยแทน ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ตัวละครวิ่งแล้วเราจะลุ้นเอาใจช่วยเสมือนเราไปวิ่งเองได้ขนาดนี้ น่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่อาจหนีรอดจากซอมบี้ใน World War Z ได้

สำหรับภาคถัดไป “Maze Runner: The Death Cure” จะเป็นการปิดแฟรนไชส์ มีคิววางฉายไว้ปี 2017 โดยจะไม่มีการแบ่งเป็น Part.1 และก็ 2 ตามแฟชั่นแต่เช่นไร (ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากว่าตอนหลังรู้สึกหลายเรื่องแบ่งเพื่อหาตังค์เพิ่มมากมายว่าเพื่อใส่เรื่องราวได้มากขึ้น) โดยส่วนตัวอาจไม่มุ่งหวังอะไรกับหลักสำคัญเรื่องมาก เนื่องจากว่าก็รู้เรื่องว่าจะเรียกความสดใหม่แบบภาคแรกนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ขั้นต่ำเราก็หวังว่าจะได้เห็นหนังยังคงมาตรฐานความสนุกฉาก Action ไล่ล่า แบบภาค 1 และก็ภาค 2 เอาไว้ให้ได้ แล้วจะคอยติดตามชม

the maze runner 2

เมซรันเนอร์ 2